คณะกรรมการบริษัทได้ให้ความสำคัญต่อระบบการควบคุมภายในและตรวจสอบภายในที่มีประสิทธิภาพทั้งในระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการจัดให้มีและรักษาไว้ซึ่งระบบการควบคุมภายใน และการประเมินความเพียงพอของระบบควบคุมภายในของบริษัทฯ รวมถึงการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาระบบสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนระบบการตัดสินใจการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ และการกำหนดวงเงินอนุมัติของฝ่ายบริหารในแต่ละระดับ ตลอดจนมีการกำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติของพนักงานแต่ละสายงานไว้อย่างชัดเจนการกำหนดกรอบปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณ รวมถึงการมีมาตรการควบคุม และขั้นตอนในการทำรายการระหว่างกันของบริษัท กับบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์และมีการใช้นโยบายบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปซึ่งผู้สอบบัญชีมีความเป็นอิสระในการแสดงความเห็นและการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญ

คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของบริษัทประจำปี 2563 แล้วมีสาระสำคัญทั้ง 5 ส่วนดังนี้

  • ส่วนที่ 1 การควบคุมภายในองค์กร (Control Environment)
  • ส่วนที่ 2 การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
  • ส่วนที่ 3 การควบคุมการปฏิบัติงาน (Control Activities)
  • ส่วนที่ 4 ระบบสารสนเทศ และการสื่อสารข้อมูล (Information & Communication)
  • ส่วนที่ 5 ระบบการติดตาม (Monitoring Activities)

บริษัทฯ ได้ประเมินและติดตามความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยจะวิเคราะห์เพื่อระบุปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน และสัญญาณเตือนภัยต่างๆ รวมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อที่บริษัทจะดำเนินการจัดการและบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และมีการกำหนดมาตรการในการควบคุมความเสี่ยงด้านต่างๆ ตลอดจนกำหนดวิธีการในการตรวจติดตามเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุของปัจจัยความเสี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงอันที่จะมีผลกระทบกับบริษัทอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และมีการกำหนดมาตรการในการควบคุมความเสี่ยงด้านต่างๆ ตลอดจนกำหนดวิธีการในการตรวจติดตามเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุของปัจจัยความเสี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงอันที่จะมีผลกระทบกับบริษัทของปัญหา และการแก้ไขเป็นประจำทุกเดือน หรือตามกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้น และมีช่องทางต่างๆ ในการสื่อสารและทำความเข้าใจกับพนักงานทุกคนในองค์กรเพื่อรับทราบและปฏิบัติตามมาตรการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังกำหนดมาตรการในการติดตามเหตุการณ์และปัจจัยความเสี่ยงให้มีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพิจารณาและประเมินความเสี่ยงที่ต้องดำเนินการแก้ไขตามลำดับความสำคัญของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในการลดความเสี่ยงเหล่านั้น เพื่อให้บริษัทดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้บริษัทได้มีการติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ว่าได้ปฏิบัติตามแผนการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการติดตามการปฏิบัติงาน โดยจะมีการรายงานต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัททุกเดือน

คณะกรรมการบริษัทได้จัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบภายในโดยมีนายนิพนธ์ สุนทราจารย์ เป็นหัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบภายใน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบควบคุมภายในของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ การปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับที่กำหนดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กร และการปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายใน นอกจากนี้ยังรวมถึงการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานต่างๆ ด้านการควบคุมภายในโดยมุ่งเน้นให้เกิดการควบคุมตนเอง (Self-Control)

นายนิพนธ์ สุนทราจารย์ (45 ปี)

ตำแหน่ง : ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน

คุณวุฒิทางการศึกษา : ปริญญาตรี บัญชีบัณฑิตคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(เกียรตินิยม อันดับ 2)

ประสบการณ์ทำงานในระยะ 5 ปีย้อนหลัง :

2550-ปัจจุบัน : ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)

ประวัติการอบรม :

  1. หลักสูตร Corruption Risk and Control Workshop 2020 โดย Thai Institute of Directors (IOD)
  2. หลักสูตร Risk Management Plan Workshop โดยสถาบันอบรมภายใน

หน้าที่ความรับผิดชอบของหัวหน้างานตรวจสอบภายใน :

  1. จัดโครงสร้างแบ่งงานความรับผิดชอบและบริหารงานทั่วไปภายในสำนักตรวจสอบ Design the overall structure
  2. จัดทำคู่มือและมาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบภายใน และสอบทานผู้ตรวจสอบว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ได้วางไว้
  3. จัดทำแผนการตรวจสอบประจำปี ที่ได้ผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบ
  4. จัดทำงบประมาณประจำปี และตัวชี้วัดความสำเร็จของงานตรวจสอบ
  5. สอบทานแนวการตรวจสอบ (Audit Program) ของแต่ละงานตรวจสอบทั้งด้านปฏิบัติงาน ด้านสารสนเทศ เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากร อย่างคุ้มค่า และผลลัพธ์การตรวจสอบมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  6. สอบทานความเหมาะสมของระบบการจัดเก็บข้อมูลและการมีอยู่จริงของทรัพย์สินของบริษัท
  7. ประเมินความเชื่อถือได้และความถูกต้องของข้อมูลด้านบัญชีการเงิน
  8. ตรวจสอบการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ว่าเป็นไปตามนโยบาย เป้าหมาย และข้อบังคับของบริษัทและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีการควบคุมภายในที่ดีเพียงพอที่จะทำให้การปฏิบัติงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่บริษัทตั้งไว้
  9. ตรวจสอบ/สอบสวน และดำเนินการทางกฎหมายการทุจริต
  10. สอบทานรายงานผลการตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติงานตามข้อเสนอแนะ
  11. การสอบนโยบายและการปฏิบัติตามหลักการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจ ว่าบริษัทฯ มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
  12. จัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอฝ่ายบริหาร คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการบริษัท
  13. คัดเลือกและพัฒนาผู้ตรวจสอบภายในทุกระดับให้มีความรู้ความสามารถและประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบ
  14. ให้คำแนะนำและปรึกษา เกี่ยวกับระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงกับหน่วยงานต่างๆ
  15. ปฏิบัติงานพิเศษตามที่ได้รับมอบหมายจากฝ่ายบริหาร และคณะกรรมการตรวจสอบ
  16. ประสานงานกับผู้บริหาร คณะกรรมการตรวจสอบ ผู้สอบบัญชี และที่ปรึกษา

บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายในเรื่องจริยธรรม โดยที่กรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของบริษัทจะต้องพึงปฏิบัติในการใช้ข้อมูลภายในที่มีสาระสำคัญของบริษัท ซึ่งยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นรวมถึงการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทโดยมีวิธีการดูแลผู้บริหารในการนำข้อมูลภายในของบริษัทไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนตนหรือผู้อื่นดังนี้

  1. ดำเนินการแจ้งให้ผู้บริหารฝ่ายต่างๆ เข้าใจถึงภาระหน้าที่ในการรายงานการถือหลักทรัพย์ในบริษัทของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตลอดจนรายงานการปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 และบทกำหนดโทษตามมาตรา 275 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
  2. ดำเนินการส่งหนังสือเวียนแจ้งให้ผู้บริหารทราบว่าผู้บริหารที่ได้รับทราบข้อมูลภายในที่เป็นสาระสำคัญรวมถึงข้อมูลงบการเงินของบริษัทซึ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ ควรหลีกเลี่ยงหรืองดการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทในช่วงระยะเวลา 1 เดือน และห้ามไม่ให้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญนั้นต่อบุคคลอื่นก่อนที่งบการเงินหรือข้อมูลภายในนั้นจะเปิดเผยต่อสาธารณชน ทั้งนี้บริษัทยังได้กำหนดโทษสำหรับกรณีที่มีการฝ่าฝืนในการนำข้อมูลภายในของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวไว้ในระเบียบของบริษัทโดยมีโทษตั้งแต่การตักเตือนด้วยวาจาจนถึงขั้นให้ออกจากงาน
  3. คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารต้องรายงานการถือครองหลักทรัพย์ตามกฎหมาย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัท รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับส่วนได้ส่วนเสียหรือการทำรายการระหว่างกันของกรรมการและผู้บริหารต่อเลขานุการบริษัท

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี มีมติแต่งตั้งให้บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด เป็นสำนักงานสอบบัญชีของบริษัทและบริษัทย่อยสำหรับปี 2563 ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาถึงภาระหน้าที่ในการสอบทานและตรวจสอบงบการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย เห็นควรกำหนดค่าสอบบัญชีของบริษัทและบริษัทย่อยเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 8,060,000 บาท ทั้งนี้ สำหรับบริษัท อีจีวี เอ็กซิบิชั่น จำกัด บริษัท ดิจิตอล โปรเจคเตอร์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท เมเจอร์ รีวอร์ดส์ จำกัด ได้ใช้บริการสอบบัญชีจากบริษัท ศุภชัยสอบบัญชี จำกัด กำหนดค่าสอบบัญชีประจำปี 2563 เป็นจำนวนเงิน 60,000 บาท โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้ดูแลให้ผู้สอบบัญชีดังกล่าวจัดทำงบการเงินได้ทันตามระยะเวลากำหนด

ข้อมูลเปรียบเทียบค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีในปีที่ผ่านมา

หน่วย: บาท

ค่าตอบแทนของผู้สอบบัญชี ปี 2562 ปี 2563
1 ค่าสอบบัญชีของบริษัท 4,550,000 4,250,000
2 ค่าสอบบัญชีของบริษัทและบริษัทย่อย 3,900,000 3,810,000
3 ค่าบริการอื่นๆ - ไม่มี - - ไม่มี -
รวมค่าสอบบัญชีของบริษัทและบริษัทย่อย 8,450,000 8,060,000

* ค่าสอบบัญชีของบริษัทน่อยในปี 2562 เพิ่มขึ้นตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 อนุมัติ เนื่องจากระหว่างปีมีการเรียกเก็บค่าสอบบัญชีของบริษัท ไท เมเจอร์ จำกัด เพิ่มเติม